สิบสองปันนา ทัวร์สิบสองปันนาท่อง เที่ยวสิบสองปันนา
ไปเป็นกลุ่มหรือเป็นหมู่คณะไปกับเรา กันเอง ทราเวล

ในราคาเป็นกันเอง แต่บริการแบบมืออาชีพ ไปชมก่อนที่ความเจริญมาถึง เมืองในตำนาน
ใบอนุญาต เลขที่ 11/05791

หน้าแรก   การจองทัวร์  รถตู้ให้เช่า   ติดต่อเรา             Tel/Fax 02-815-4022 , 0899-212-451, 086-329-7251


สิบสองปันนา

โชว์พาราณสีวัฒนธรรมไทลื้อ

ที่ตั้ง ความเป็นมาของ สิบสองปันนา

• สิบสองปันนา
• ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ทางใต้สุดมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา หรือชื่อเต็มว่า เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา
มีความหมายคือ 12 เมือง มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง ซึ่งในอดีตเป็นเมืองของชาวไทลื้อ
ภูมิประเทศ
• เขตปกครองตนเองพิเศษสิบสองปันนามีเนื้อที่ประมาณ 19,700 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขต
ติดกับแขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี ของประเทศลาวและรัฐฉาน ของประเทศพม่า
โดยมีแม่น้ำโขงไหลผ่านตอนกลาง
ประวัติเมืองสิบสองปันนา
• เมืองสิบสองปันนานั้นได้เป็นราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง เมื่อประมาณ 830 ปีก่อน โดยพญาเจือง
หรือสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 1อาณาจักรสิบสองปันนาเริ่มเป็นปึกแผ่นและแผ่ขยายอาณาเขต
มากที่สุดในยุคท้าวอินเมือง สามารถขยายอาณาเขตเข้าไปยึดถึงเชียงตุง เมืองแถน (เดียนเบียนฟู)
เชียงแสน ล้านช้าง จึงเป็นเหตุให้การอพยพชาวไทลื้อจากเชียงรุ่งและอีกหลายหัวเมืองเข้าไป
สู่ดินแดนดังกล่าว เพื่อเข้าไปตั้งชุมชนปกครองหัวเมืองประเทศราช
สิบสองปันนาดำรงความมั่นคมเฟื่องฟูอยู่ 100 กว่าปี ก็ถูกรุกรานโดยชาวมองโกลและตกอยู่ใน
การปกครองของจีนในปี พ.ศ.1833 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อจากชื่อภาษาไทลื้อมาเป็นภาษาจีน
และเจ้าผู้ครองนครชาวไทลื้อถูกเรียกว่าเจ้าแสนหวีฟ้า
หลังจากที่พม่าได้ก่อตั้งอาณาจักรตองอูและขยายอาณาเขตของตนไปทางตะวันออก
พม่าได้ยึดเมืองสิบสองปันนา จากนั้นจึงได้แบ่งเมืองสิบสองปันนาออกเป็น 12 หัวเมือง ได้แก่
เมืองฮาย เมืองม้าง เมืองหุน เมืองแจ้ เมืองฮิง เมืองลวง เมืองอิงู เมืองลา เมืองพง เมืองอู่ เมืองอ่อง
และ เมืองเชียงรุ่ง จึงเรียกเมืองเหล่านนี้รวมกันว่า สิบสองปันนา และในช่วงสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่
วัฒนธรรมพม่าและพระพุทธศาสนาได้เข้าแผ่ขยายเข้าไปในเขตสิบสองปันนา
สมัยรัตนโกสินทร์
• ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หลังจากพระองค์ได้ส่งทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ และ
อาณาจักรล้านนา จากพม่าแล้ว พระองค์ได้โปรดให้พระเจ้ากาวิละเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองเชียงรุ่ง
และกวาดต้อนพลเมืองชาวไทลื้อในสิบสองปันนา ไทลื้อเมืองพน เมืองหย่วน เมืองล่า ชาวไทขึนและชาว
ไทใหญ่จากเมืองเชียงตุง มาอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และน่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกกันว่ายุค
"เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" อันเป็นวิธีฟื้นฟูอาณาจักรล้านนา เพราะในช่วงก่อนนั้นพม่าได้กวาดต้อน
ชาวล้านนาไปอยู่ที่ พุกาม และ มัณฑะเลย์ ไปจำนวนมาก
เชียงรุ่งถูกยื้อแย่งดึงโดยอาณาจักรใกล้เคียงไปมาอยู่ไม่นาน กระทั่งยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคม
ในช่วงรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส เข้ามาขีดเขตอำนาจของตนให้พม่าไปอยู่กับอังกฤษ
สิบสองปันนาอยู่กับจีน เชียงตุงไปกับพม่า และฝรั่งเศสคุมลาว กัมพูชาและเวียดนาม
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองเชียงรุ่งถูกยุบจากเมืองหลวงเป็นแค่หัวเมืองและเจ้าปกครองนครทั้งหลาย
ก็ถูกปลด ในปัจจุบันคนที่มีแซ่เต๋าก็คือเชื้อเจ้าในสิบสองปันนาที่เคยครองเมืองทั้งหลายเหล่านี้โชว์ไทลื้อ
สิบสองปันนา
สิบสองปันนา เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ด้วยตั้งอยู่ตรงกลางที่ลุ่มหุบเขาริมแม่น้ำโขง
ซึ่งชาวไทลื้อเรียกว่า แม่น้ำล้านช้าง ชาวจีน เรียกว่า แม่น้ำหลันช้าง หรือ หลันชาง หรือ หลันชางเจียง
สิบสองปันนา มีสภาพภูมิอากาศแบบป่าฝนเขตร้อน มีฝนตกชุก ไม่มีหิมะตก อากาศไม่หนาวเย็นจนเกินไป
ผืนดินจึงอุดมไปด้วยป่าไม้เขตร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีความเขียวขจีตลอดทั้งปี
ในผืนป่าก็อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าอย่างช้างและนกยูง ที่เป็นเสมือนสัตว์สัญลักษณ์ของสิบสองปันนา
ซึ่งดินแดนอื่นในประเทศจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีสภาพความอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ สิบสองปันนาจึงเป็นแหล่ง
ปลูกข้าว อ้อย ยางพารา กาแฟ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ส่งขายไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศจีน สิบสองปันนา
ได้รับสมญานามว่าเป็นอาณาจักรแห่งต้นไม้ เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของมณฑลยูนหนาน และเป็นดินแดนหนึ่ง
ที่รัฐบาลจีนภาคภูมิใจเพราะทำให้จีนได้ชื่อว่ามีผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล มีสภาพภูมิประเทศและผืนป่าครบ
ตั้งแต่ดินแดนน้ำแข็งแบบขั้วโลกจนถึงป่าเขตร้อนเหมือนเช่นแถบเส้นศูนย์สูตรอย่างผืนป่าสิบสองปันนา
• สิบสองปันนา หรือเมืองเชียงรุ้ง ดินแดนที่นักเดินทางหลายคนใฝ่ฝันจะได้มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสดินแดน
ที่เป็นเสมือนเมืองในตำนาน หรือดินแดนในฝันที่ใครต่อใครจะต้องไปเยือนสักครั้ง ชื่อเสียงของเขตการปกครอง
ตนเองสิบสองปันนาที่ตั้งอยู่ตอนใต้สุดของมณฑลยูนหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน แห่งนี้ เริ่มถูกกล่าวขวัญ
กันมากขึ้น ตั้งแต่หลังสงครามเย็นระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีสงบลง พร้อมกับการสิ้นสุดของยุคสมัย
แห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีน ราวปี พ.ศ.2519 ระบบคอมมูนที่เข้มงวดเริ่มผ่อนคลายลง
รัฐบาลจีนเริ่มผ่อนปรนให้ผู้คนในสิบสองปันนาดำเนินชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมของตนมากขึ้น สามารถประกอบ
กิจกรรมทางศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม อนุญาตให้ผู้คนมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง
สามารถดำเนินธุรกิจและเดินทางไปมาค้าขายกันได้ ดินแดนสิบสองปันนาก็เปิดตัวเองสู่โลกภายนอกอีกครั้ง
• การเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างคนไทกับสิบสองปันนา ดินแดนที่เป็นเสมือนเมืองหลวงหรือศูนย์กลางแห่ง
ชาวไทลื้อก็เริ่มขึ้นอย่างคึกคัก เสมือนเป็นการโหยหาสายสัมพันธ์ของญาติมิตรที่ขาดวิ่นมายาวนาน ระหว่าง
คนไทร่วมเชื้อสายที่มีรากฐานบรรพบุรุษ รากฐานภาษา และวัฒนธรรมเดียวกัน และสิบสองปันนาในยามนั้น
ก็ยังเป็นเสมือนดินแดนที่ยังคงมีวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวไทลื้ออย่างสมบูรณ์ยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรือนหลังคามุง
ด้วยกระเบื้องดินทรงปีกนกที่เรียกว่า หงส์เฮือน หรือ เรือนหงส์ ซึ่งสร้างแบบบ้านใต้ถุนสูงหลังคาลาดต่ำลงมา
ราวปีกหงส์ เรียงรายกันเป็นระเบียบ การแต่งกายของหญิงสาวชาวไทลื้อด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสสวยงาม
การดำเนินวิถีชีวิตด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม วิถีชีวิตที่ยังคงผูกพันมั่นคงในพระพุทธศาสนา และภาษาพูดที่คนไทย
บ้านเรากับสิบสองปันนาแม้จะอยู่คนละประเทศก็สามารถพูดจากันรู้เรื่องด้วยรากฐานภาษาเดียวกัน นั่นจึงทำให้
สิบสองปันนากลายเป็นดินแดนที่นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ นักมนุษยวิทยา นักบวช นักการศาสนา
แม้กระทั่งชาวไทลื้อและชาวล้านนา หรือนักเดินทางธรรมดาทั่วไป ต่างก็ให้ความสนใจที่จะเดินทางไปเยือน
ดินแดนในฝัน สิบสองปันนาแห่งนี้กันอย่างตลอดเรื่อยมา
• ไทลื้อเป็นหนึ่งในกลุ่มชนชาติ ไท หรือ ไต ชนชาติที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาช้านานในแถบเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้หรืออุษาคเนย์ เป็นชนชาติที่มีภาษาวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีความสามารถทาง
การเพาะปลูกและการเกษตรกรรมเก่าแก่ไม่แพ้ชนชาติใดในโลกเลย
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดีระบุว่า ชาวไทลื้อดำรงชนชาติมานานกว่า 2,000 ปี
อาณาจักรที่เป็นศูนย์กลางของชาวไทลื้อนั้นสถาปนาขึ้นเมื่อราว 800 ปีก่อน ตามหลักฐานทางโบราณคดีระบุว่า
ขุนเจือง หรือ พญาเจือง ได้รวบรวมชาวไทลื้อกลุ่มเล็กๆให้เป็นปึกแผ่นและสถาปนาอาณาจักร หอคำเชียงรุ่ง
ขึ้นบริเวณเมืองเชียงรุ่งเขตปกครองตนเองสิบสองปันนาแห่งนี้ในปี พ.ศ.1723 โดยประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นอยู่
กับอาณาจักรตาลีฟูของจีน และครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์แรก มีพระนามว่า สมเด็จพระเป็นเจ้าหอคำเชียงรุ่ง
องค์ที่ 1
• ชื่อเชียงรุ้ง มาจากเรื่องราวในพุทธตำนานของชาวไทลื้อที่ว่า เมื่อครั้งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมา
โปรดสัตว์ถึงยังดินแดนริมฝั่งโขงของชาวไทลื้อแห่งนี้ ก็เป็นเวลาเช้าพอดี จึงเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า เชียงรุ่ง
อันเป็นดินแดนที่พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองสืบไปในอนาคต ดินแดนริมแม่น้ำโขงจึงถึงเรียกว่า เชียงรุ่ง สืบมา
• อาณาจักรหอคำเชียงรุ้ง หรืออาณาจักรเชียงรุ้ง ก่อร่างเป็นปึกแผ่นแน่นหนา ทั้งยังขยายอิทธิพลไปตีเมือง
ใกล้เคียงอย่างเชียงตุงของชาวไทยขึน เมืองบางส่วนของชาวล้านช้าง เลยไปถึงเมืองแถงหรือเดียนเบียนฟู
ของชาวไทดำมาไว้ในครอบครอง อาณาจักรเชียงรุ่งได้สร้างความเป็นปึกแผ่นสั่งสมวัฒนธรรมประเพรีตาม
วิถีชีวิตของตนบนที่ราบเนินเขาลุ่มแม่น้ำโขงอันอุดมสมบูรณ์ มีการจัดระบบการปกครองหัวเมืองของตนเอง
ตามวิถีชุมชนที่ผูกพันกับการเกษตร โดยแบ่งเขตการปกครองเป็น 12 พันนา หรือ 12 เขตการปกครอง
โดยแต่ละพันนาจะมีเมืองเล็กๆ รวมกันอยู่ มีเมืองใหญ่ในพันนานั้นๆ เป็นศูนย์กลางคอยควบคุมดูแลอีกที
การแบ่งเช่นนี้ก็เพื่อความสะดวกในการปกครองและการเก็บส่วยอากร เก็บเครื่องบรรณาการส่งไปยัง
เชียงรุ่งซึ่งเป็นเมืองหลวง
• ชาวไทลื้อออกเสียง พ.พาน เป็นเสียง ป.ปลา จึงออกเสียงหัวเมืองทั้งหมดที่มีสิบสองพันนาเป็นสิบสองปันนา
ระบบการปกครองแบบพันนานี้ก็เริ่มขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอินทร์เมืองรัชกาลที่ 21แห่งอาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง
ในราวปี พ.ศ.2115 ซึ่งมีเมืองต่างๆ กระจายกันอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง ตามคำเรียกขานอย่างคล้อง
จองของชาวไทลื้อที่ว่า 5 เมิงตะวันตก 6 เมิงตะวันออก อันหมายถึงเมืองหรือพันนาทางฝั่งตะวันตกของของ
แม่น้ำโขงนั้นมี 5 เมือง และฝั่งตะวันออกอีก 6 เมือง รวมกับเชียงรุ่งซึ่งเป็นศูนย์กลางอีก 1 เมือง เป็น 12 เมืองใหญ่
หรือ 12 พันนา
• ความจริงการแบ่งเขตการปกครองด้วยระบบพันนานี้ นิยมใช้กันในภูมิภาคแถบนี้มาจนถึงดินแดนล้านนา
ซึ่งอาณาจักรล้านนานั้นก็มีหลักฐานการแบ่งเขตการปกครองเป็นระบบพันนาด้วยเช่นกัน โดยจะเห็นได้จากหลักฐาน
ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ซึ่งกล่าวถึงเขตแดนของเมืองเชียงแสนที่สร้างบริเวณเมืองเงินยางเดิมโดยพญาแสนภู
พระราชนัดดาของพญามังราย เมื่อปี พ.ศ. 1871 ตอนหนึ่งว่า ดังมักแคว้นเขตแดนเมืองเชียงแสนทั้งมวลมี 32 พันนา
และจะเห็นได้ว่าการแบ่งเขตการปกครองแบบพันนาได้ถูกนำมาใช้ในดินแดนล้านนาด้วยเช่นกัน เพียงแต่การแบ่ง
พันนาของล้านนานั้น แต่ละพันนาจะเป็นเพียงหน่วยการปกครองย่อยๆ เมืองหนึ่งอาจมีหลายพันนา เช่นที่เมืองเชียง
แสนมีถึง 32 พันนา และระบบพันนานี้น่าจะมีผลต่อการสถาปนาอาณาจักรล้านนา ซึ่งพญามังรายได้สถาปนาขึ้น
โดยเอาเมืองใหญ่หลายเมืองมาเป็นอาณาจักรเดียวกัน และเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ระดับล้านนา นั่นเอง
• สิบสองปันนาเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ด้วยตั้งอยู่ตรงกลางที่ลุ่มหุบเขาริมแม่น้ำโขง ซึ่งชาวไทลื้อเรียกว่า
แม่น้ำล้านช้าง ชาวจีน เรียกว่า แม่น้ำหลันช้าง หรือ หลันชาง หรือ หลันชางเจียง มีสภาพภูมิอากาศแบบป่าฝนเขตร้อน
มีฝนตกชุก ไม่มีหิมะตก อากาศไม่หนาวเย็นจนเกินไป ผืนดินจึงอุดมไปด้วยป่าไม้เขตร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพ
มีความเขียวขจีตลอดทั้งปี ในผืนป่าก็อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าอย่างช้างและนกยูง ที่เป็นเสมือนสัตว์สัญลักษณ์
ของสิบสองปันนา ซึ่งดินแดนอื่นในประเทศจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีสภาพความอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ สิบสองปันนา
จึงเป็นแหล่งปลูกข้าว อ้อย ยางพารา กาแฟ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ส่งขายไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศจีน
สิบสองปันนาได้รับสมญานามว่าเป็นอาณาจักรแห่งต้นไม้ เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของมณฑลยูนหนาน
และเป็นดินแดนหนึ่งที่รัฐบาลจีนภาคภูมิใจเพราะทำให้จีนได้ชื่อว่ามีผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล
มีสภาพภูมิประเทศและผืนป่าครบ ตั้งแต่ดินแดนน้ำแข็งแบบขั้วโลกจนถึงป่าเขตร้อนเหมือนเช่นแถบเส้นศูนย์สูตร
อย่างผืนป่าสิบสองปันนา
• สิบสองปันนาดำรงความมั่นคงเฟื่องฟูอยู่ราวร้อยกว่าปีก็ถูกรุกรานอีกครั้งโดยชาวจีนสมัยราชวงศ์มองโกล
และตกอยู่ในการปกครองของจีนอีกครั้งในปี พ.ศ. 1835 โดยจีนได้แต่งตั้ง เจ้าแสนหวีฟ้า ขึ้นเป็นกษัตริย์เชียงรุ่ง
ซึ่งคำว่า แสนหวี นั้นมาจากภาษาจีนว่า ชวนเหว่ ซึ่งหมายถึงการโฆษณาปลอบโยน ตำแหน่งของเจ้าแสนหวีจึงหมาย
ถึงผู้ที่ทำหน้าที่เกลี้ยกล่อมปลอบโยนราษฎรในปกครองให้อยู่ในอำนาจของจักรพรรดิจีนนั่นเอง
• อย่างไรก็ตาม เมื่อสิบสองปันนาอ่อนแอลงและต้องตกอยู่ในปกครองของจีนแต่ศูนย์กลางแห่งอำนาจจีนก็อยู่ห่างไกล
ในขณะที่อิทธิพลของพม่าและสยามในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นเมื่อราว 200 กว่าปีก่อน ก็แข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ
อาณาจักรสิบสองปันนาจึงจำเป็นต้องยอมอ่อนน้อมส่งเครื่องบรรณาการให้กับทั้งเจ้ากรุงจีน เจ้ากรุงศรีอยุธยา
อันหมายถึงสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตโกสินทร์ และเจ้ากรุงอังวะแห่งพม่า
สิบสองปันนาในยามนั้นจึงถูกเรียกว่าเป็นเมือง สามฝ่ายฟ้า คือตกอยู่ใต้อิทธิพลของชาติที่แข็งแกร่งกว่าถึง 3 อาณาจักร
ในเวลาเดียวกัน
• ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้น หลังจากที่พระองค์ในส่งทัพมาปลดปล่อยเชียงใหม่และอาณาจักร
ล้านนาจากอิทธิพลของพม่าแล้ว ได้โปรดให้พระเจ้ากาวิละเป็นแม่ทัพ ยกไปตีเมืองพน เมืองหย่วน เมืองล่า
และกวาดต้อนชาวไทขึนจากเชียงตุง ชาวไทยใหญ่จากเมืองฉานในพม่า มาอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน
พะเยา และน่าน เป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกกันว่ายุค เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง อันเป็นวิธีการฟื้นฟูอาณาจักรล้านนา
วิธีหนึ่ง เพราะในช่วงที่พม่ายึดครองเชียงใหม่นั้น ก็ได้กวาดต้อนชาวเชียงใหม่และชาวล้านนาไปอยู่ที่พุกามและมัณฑเลย์
จำนวนมากเช่นกัน
• อาณาจักรเชียงรุ่งถูกยื้อยุดฉุดดึงโดยอาณาจักรที่เข็มแข็งไปมาอยู่นาน กระทั่งยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมในช่วง
รัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ของไทย ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลเข้มแข็งยิ่งขึ้นไปอีกก็เข้ามาขีดเส้นแบ่งปันจัดสรร
โดยอังกฤษยึดครองพม่า ให้สิบสองปันนาไปขึ้นอยู่กับจีน ให้เชียงตุงขึ้นอยู่กับพม่า และขีดเส้นให้ฝรั่งเศสมีอิทธิพล
อยู่ในลาวและอินโดจีน
• สิบสองปันนายังคงมีกษัตริย์ปกครองอยู่ถึง 45 รัชกาล กระทั่ง เหมา เจ๋อ ตุง ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจีน
เป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ในปี พ.ศ. 2492 และนำทหารเข้ายึดครองสิบสองปันนาในปี พ.ศ. 2493 ระบอบกษัตริย์ก็สิ้นสุดลง
เชื้อพระวงศ์ต่างแตกกระสานกระเซ็นไปอยู่พม่าบ้าง สยามบ้าง เจ้าหม่อมคำลือ กษัตริย์องค์สุดท้ายต้องเปลี่ยนฐานะ
เป็นสามัญชนคนหนึ่ง โดยทางการจีนให้ทำงานอยู่ในสถาบันชนชาติส่วนน้อยแห่งมณฑลยูนหนาน พระราชวังเวียงผาคราง
ริมฝั่งแม่น้ำโขงเมืองเชียงรุ่งของกษัตริย์ไทลื้อถูกเผาทำลายลงจนราบคาบ
• ในปี พ.ศ.2501 เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ในจีน มีการทำลายล้างตำรา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี
ภูมิปัญญา ศาสนา วัดวาอาราม พระธรรมคัมภีร์ ตำราทางพระพุทธศาสนาในสิบสองปันนาถูกเผาทำลายลง
เป็นจำนวนมาก การปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาถูกสั่งห้ามโดยเด็ดขาด พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทที่เคยรุ่งเรือง
ในเชียงรุ่งต้องหยุดลงและขาดช่วงไปในที่สุด วิถีวัฒนธรรมของชาวไทลื้อที่เต็มไปด้วยสีสันถูกเข้มงวดกวดขัน
การปฏิบัติตนตามวิถีวัฒนธรรมถูกลบล้างลงไปกับการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างน่าเสียดาย
• แม้การปฏิวัติวัฒนธรรมของลัทธิคอมมิวนิสต์จะมีส่วนในการทำลายภูมิปัญญา ศาสนา และวัฒนธรรมของชาวไทลื้อ
ไปมากน้อยเพียงใด แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไป ระบอบคอมมิวนิสต์เสื่อมคลายความเข้มงวดลง ศาสนาและวิถีวัฒนธรรม
ของชาวไทลื้อสิบสองปันนาก็กลับฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง สิบสองปันนาเปิดตัวให้กับโลกภายนอกอีกครั้ง
คนไทยจากเมืองไทยได้รู้จักและไปมาหาสู่ชาวไทลื้อสิบสองปันนาที่เป็นเสมือนชนร่วมสายบรรพบุรุษอีกครั้ง
แต่ช่วงเวลาแห่งความสวยงามเหล่านี้ยืนอยู่ได้ไม่นานนัก วัฒนธรรมของชาวไทลื้อสิบสองปันนาก็ต้องมาถูกทำลาย
อีกครั้ง ซึ่งเป็นการทำลายล้างอย่างหนักหน่วงกว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมโดยระบอบคอมมิวนิสต์เสียอีก
และเป็นการทำลายวัฒนธรรมของชาวไทลื้ออย่างถาวรอีกด้วย นั่นคือการถูกทำลายจากการพัฒนา
ในระบอบทุนนิยมนั่นเองโชว์ไทลื้อป่าดงดิบโชว์ไทลื้อป่าดงดิบ
• เชียงรุ้งในปัจจุบัน เชียงรุ่งวันนี้รุ่งเรืองทันสมัยสมชื่อ กลายเป็นถนนใหม่ที่ถนนหนทางเต็มไปด้วยรถมากมาย
อาคารร้านค้าสองข้างทางล้วนทันสมัย มีโรงแรมระดับสี่-ห้าดาวมีความสะดวกสบายกว้างขวางไว้บริการ
สาวเชียงรุ่งรุ่นใหม่เดินกันขวักไขว่มีทั้งสายเดี่ยว กระโปรงสั้น จนแทบจะมองไม่เห็นคนนุ่งซิ่นตามแบบฉบับ
ของชาวไทลื้อ เชียงรุ่งเมืองศูนย์กลางแห่งสิบสองปันนาในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่ต่างอะไรกับเมืองอื่นๆ
ในประเทศจีน

ข้อมูลการเดินทาง
จากกรุงเทพฯ เชียงของ ทางรถใช้ เวลาในการเดินทาง 9 -10 ช.ม
เริ่มจากสนามบินจังหวัดเชียงราย สู่ อ.เชียงของ ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง
อ.เชียงของ แพขนานยนต์ ห้วยทรายลาว ใช้เวลา 15 นาที
ห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ก็เดินทางสู่ แขวงหลวงน้ำทา ระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.30 ชั่วโมง สภาพถนนเป็นถนนลาดยาง
หลวงน้ำทา ก็เดินทางสู่ด่านบ่อเตน เขตชายแดนลาว-จีน ระยะทาง 57 กิโลเมตร
ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเมื่อถึง ด่านตม.บ่อเตน
ที่ ด่านบ่อเตน ก็มีที่พัก โรงแรม ROYAL JINLUN HOTEL ราคาก็ประมาณ 2,000 - 2,500.-บาท
และที่โรงแรมก็มีบ่อนคาสิโนให้นักท่องเที่ยวได้เสี่ยงโชคกัน ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีนมาเล่นครับ
และหากว่าท่านไม่รีบร้อนก็สามารถพักที่นี่สักคืนก็ได้ หรือเลือกจะเดินทางต่อไปยังเมืองหล้า
ี่บ่อเตน เข้าสู่ด่านบ่อหาน ให้ท่านปฎิบัติแบบคร่าวตามนี้
1.ให้ท่านตั้งเวลานาฬิกาเสียใหม่ เพราะเวลาประเทศจีนเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมงครับ
2.จากนั้นก็ไปเขียนใบตรวจสุขภาพและตรวจสุขภาพ หากใครที่มีอากาศเป็นไข้หรือผิดปกติ
ท่านอาจไม่ได้เข้าเมืองจีนนะครับ
3.จากตรวจสุขภาพก็ไปขอวีซ่าจีน (ต้องมีรูปถ่าย 1 รูปและค่าวีซ่าอีก 220 หยวน แต่ถ้าท่าน
ไม่ได้กลับเส้นทางเดิม ท่านต้องเพิ่มค่าวีซ่าเป็น 250 หยวน ราคาเงินหยวนก็ 5 บาทต่อ 1 หยวนครับ
สำหรับเรื่องวีซ่าจีน ผมแนะนำให้ขอไปจากสถานฑูตจีนจะดีกว่าและไม่ช้าในการเดินทางด้วย)
4.กรอกใบ ENTRY CARD เพื่อเข้าประเทศจีน
• หลังจากผ่านแดนกันเรียบร้อยก็เดินทางสู่เมืองหล้า ระยะทาง 57 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.30 ชั่วโมง
• เมืองหล้า ประเทศจีน (เมิงล้า : ตามสำเนียงจีน และ เมิงลา : ตามสำเนียงไทลื้อ)
• ในอดีตเมืองนี้เป็นที่หยุดพักของคนเดินทางและยังเป็นเส้นทางการอพยพของชาวไทลื้อเข้าสู่ประเทศไทย
• สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่เมืองหล้า ในตอนกลางคืนก็น่าเดินเล่น เมืองมีความสงบดี มีร้านอาหารเล็กๆ
ให้นั่งทานกัน มีห้างและซุปเปอร์มาเก็ตให้ท่านได้ช้อปปิ้ง สินค้าก็ราคาไม่แพงครับ
• วันแรกของการเดินทาง หากท่านไม่พักโรงแรมที่บ่อเตน ผมก็คงแนะนำให้พักที่เมืองนี้ครับ
เพราะจากเมืองหล้าสู่เมืองเชียงรุ่ง ระยะทางอีก 165 กิโลเมตร เส้นทางเป็นภูเขา ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง


 

 

โปรแกรมทัวร์ สิบสองปันนา

กาหลั่นป้า หมู่บ้านไทลื้อวัดสวนม่อน(วัดไทยใหญ่)
โชว์พาราณสีวัฒนธรรมไทลื้อ สวนม่านทิง สวนป่าดงดิบ วัดหลวง
ถนนคนเดิน ชิมชา กาแฟราคา 9,900 บาทรวมทุกอย่างจาก กทม


วันที่หนึ่ง วันแรก กรุงเทพ-เชียงราย

19.30 น.นัดพบกันที่ปั๊ม ปตท.วิภาวดี ตรงข้าม มหาลัยหอการค้า โดยทีมงานให้การต้อนรับ
เตรียมมุ่งหน้าสู่เชียงรายเหนือสุดแดนสยาม
20.00 น.เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงรายด้วยรถตู้VIPทีวี เบาะใหญ่ปรับเอนนอน

วันที่สอง เชียงราย-เชียงของ–ห้วยทราย- หลวงน้ำทา-บ่อเตน–เชียงรุ่งสิบสองปันนา

07.30 น. ถึงจังหวัดเชียงรายอำเภอเชียงของบริการอาหารเช้าที่โรงแรม(มื้อที่ 1)
เดินทางต่อไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองของ สปป.ลาวด่านห้วยทรายเปลี่ยนรถเป็นเรือข้ามเรือ
สู่ฝั่งลาว วิวช่วงนี้สวยมากแม่น้ำโขงยามเช้าใช้เวลาข้ามฝากประมาณ10นาทีผ่านพิธีการ
ตรวจคนเข้าเมือง เปลี่ยนเป็นรถลาว แล้วเดินทางต่อ เข้าสู่ถนนเส้นทาง3R
( ถนนที่สามารถเชื่อมไทย-ลาว-จีน และ คุณหมิง )วิ่งตรงและวิ่งตามไหร่เขาบางส่วน
ถนนในจีน ตัดโค้งด้วยอุโมงค์ขนาดใหญ่ลดการเข้าโค้ง เส้นทางเรียบตลอดเส้นปัจจุบันจีน
ได้พัฒนาเส้นทางนี้อยู่ในระดับดีมากและถนนมีความปลอดภัยสูง
12.00 น.แวะรับประทานอาหารกลางวันระหว่างทาง(มื้อที่2)
ผ่านเมืองหลวงน้ำทาเป็นเมืองที่มีศิลปวัฒนธรรมสวยงามเมืองหนึ่งของลาวจากนั้นเดินทางต่อ
ไปยังด่านบ่อเตน ด่านลาว-จีนเปลี่ยนรถลาวเป็นรถจีน รถรุ่นใหม่ แอร์ เย็นพร้อมมัคคุเทศก์จีน
บรรยายระหว่างการเดินทางไกค์จีนบรรยาย วิถีชีวิต ประวัติความเป็นมาของชาวสิบสองปันนา
ถึงเมืองเชียงรุ้งสิบสองปันนานำท่านเข้าสูที่พักโรงแรม เชียนเหว่ย หรือเทียบเท่าโรงแรมย่าน
ใจกลางเมือง เชียงรุ่ง บริการอาหารเย็นที่ร้านอาหาร ( มื้อที่3)หลังอาหารนำทุกท่านเดินถนน
คนเดินเลือกซื้อสินค้าตลาดมืดสินค้าพื้นราคาถูกเมืองมากมาย กลับโรงแรมพักผ่อนตามอัธยาศัย

วันที่สาม วัดหลวง ศูนย์วิจัยพืชสมุนไพร สวนป่าเขตร้อน - สวนป่าดงดิบ–โชว์วัฒนธรรมเผ่าไอนี่

06.30น.รับอรุณด้วยอาหารเช้าที่โรงแรม (มื้อที่ 4) หลังอาหาร นำคณะเดินทางสู่วัดหลวง
วัดใหญ่ไทยลื้อที่ใหญ่ที่สุดในสิบสองปันนานั่งรถรางไฟฟ้าซึ่งจะนำคณะทุกท่านขึ้นสู่เนินเขา
ขึ้นไปไหว้พระบนยอดเขา เป็นจุดชมวิวที่สวยมากสามารถมองเห็นเมืองสิบสองปันนาได้ทั้งเมือง
หลังจากนั้นนำท่านเที่ยวชมศูนย์วิจัยพืชสมุนไพรซึ่งมีพืชสมุนหลากหลายชนิดจากนั้นรับประทาน
อาหารกลางวัน(มื้อที่5) หลังอาหารพาชมหมู่บ้านมีด ไทยลื้อหลังจากนั้นเดินทางเที่ยวชม
สวนป่าดงดิบหรือป่าเขตร้อน นั่งรถรางไฟฟ้าซึ่งจะนำคณะทุกท่านขึ้นสู่เนินเขาที่จัดเป็นสวน
ต่างๆสวยงามชมนกยูงนับพันๆตัวลงมาจากภูเขาโดยการเป่านกหวีดเป็นที่ชื่นชอบของผู้มา
เยือนนกยูงเป็นสัญลักษณ์ของสิบสองปันนาถ่ายรูปกันอย่างจุใจจากนั้นนำท่านชมการโชว์การ
แสดงของชนเผ่าต่างๆ อาทิ การโชว์แสดงของชาวไทลื้อ โชว์วัฒนธรรมเผ่าไอนี หรืออีก้อ
และชมการสาธิตพิธีการแต่งงานของเผ่า การละเล่นของชนเผ่าอีก้อมีสินค้าแบบเครื่องเงินที่ผลิต
จากคนท้องถิ่นเลือก ช็อปปิ้งตามอัธยาศัยหากมีเวลาจะพาท่านช้อปปิ้ง นวดฝ่าเท้าด้วยสมุนไพรและ
ซื้อเปาฝู่หลิงบัวหิมะรวมทั้งซื้อชาผู่เห่อ เป็นชาที่ดีที่สุดในสิบสองปันนา
18.30บริการอาหารเย็นที่ร้านอาหาร ไทลื้อ( มื้อที่6)พร้อมชมการแสดงโชว์ศิลปวัฒนธรรม
ของชาวไทลื้อ การจำลองชีวิตความเป็นอยู่ชมสุดยอดกายกรรมของจีน สัมผัสบรรยากาศสุดอลังการ
ของการแสดงแสง สี แสงจากนั้นพักผ่อนตามอัธยาศัย เดินเล่น ช็อปปิ้ง

วันที่สี่ ตลาดเช้าไทลื้อ กาหลั่นป้า หมู่บ้านวัฒนธรรมไทลื้อ ตลาดไทลื้อวัดสวนม่อน(วัดไทยใหญ่)
สวนม่านทิง

07.00น.ตื่นเช้าสดชื่นกับบรรยากาศยามเช้ากับเมืองสิบสองปันนาบริการอาหารเช้า (มื้อที่ 7)
หลังจากรับประทานอาหารแล้วนำทุกท่านชมตลาดเช้าไทลื้อเดินทางสู่ เมืองกาหลั่นป้า นำท่านชม
หมู่บ้านอนุรักษ์วัฒนธรรมไทลื้อเยี่ยมชมหมู่บ้านการการดำรงค์ชีวิตของชาวไทลื้อ แวะบ้านไทลื้อ
เราสามารถพูดกันเข้าใจ ทดลองดื่มน้ำชาชาที่ดีที่สุดของสิบสองปันนา
นมัสการพระพุทธรูปเพื่อเป็นสิริมงคลที่วัดมหาราชฐานสุทธาวาสหรือวัดสวนม่อนวัดไทยใหญ่พร้อม
บริการอาหารกลางวัน(มื้อที่8)หลังอาหารนำชมสวนม่านเทิงด้วยรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นสวนประวัติศาสตร์
สมเด็จพระพี่นางเธอทรงเสด็จและปลูกต้นโพธิ์ในการนี้ทรงปลูกโพธ์คู่เพื่อให้ชาวไทลื้อและชาวไทย
มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ต่อด้วยการนมัสการเจดีย์ขาว เจดีย์แปดเหลี่ยมซื้อของฝากพร้อมชมวิถีชีวิต
บ้านไทลื้อการสร้างบ้านเรือนที่ยังอนุรักษ์ไว้ได้อย่างงดงาม
18.00 น.รับประทานอาหารเย็น(มื้อที่ 9)หลังอาหารนำท่านชมสุดยอดของการโชว์ที่สวยงามที่สุดใน
สิบสองปันนาที่โรงละครพารานสีหลังจากนั้นพักผ่อนตามอัธยาศัย

วันที่ห้าเชียงรุ่ง สิบสองปันนา เมืองหล้า หลวงน้ำทา เชียงราย

06.30น.บริการอาหารเช้าที่โรงแรม (มื้อที่ 10) จากนั้นเดินทางผ่านเมืองหล้าผ่านด่านตม.จีน
เข้าสู่เมืองหลวงน้ำทา รับประทานอาหารกลางวันระหว่างทาง(มื้อที่ 11)เดินทางต่อเข้าสู่ด่านเชียงของ
ผ่านด่านตรวจคนเข้า–ออกเมืองนั่งเรือข้ามฝาก เปลี่ยนรถตู้VIP /รถบัส

วันที่หก กทม

05.00 น. ถึง กทมด้วยความประทับใจการบริการจากทีมงาน

อัตราค่าบริการ
  • จำนวน 10 ท่านๆละ 9,900 บาท พักเดี่ยวเพิ่มคนละ2,000บาท / 3คืน
  • จำนวน 30 ท่านๆละ 9,200 บาท พักเดี่ยวเพิ่มคนละ2,000บาท / 3คืน
  • จำนวน 40 ท่านๆละ 8,600 บาท พักเดี่ยวเพิ่มคนละ2,000บาท / 3คืน

อัตรานี้รวม

-รวมค่ารถตู้/รถโค้ชปรับอากาศทีวี เครื่องเสียง
-รวมค่าโรงแรมที่พัก 3 คืนพักห้องละ 2 ท่าน แอร์ ทีวี น้ำอุ่น
- รวมค่าอาหารตามที่ระบุไว้ในรายการ
- รวมค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่นนำเที่ยวภาษาไทย
-รวมค่าวีซ่ารวมค่าเข้าชมตลอดโปรแกรม
-ค่ามัคคุเทศก์ไทยนำเที่ยวตลอดการเดินทาง
-ค่าประกันอุบัติเหตุ1,000,000บาท
       
อัตรานี้ไม่รวม


1.  ค่าภาษี (VAT)  และหัก ณ.ที่จ่าย 3 %                        
2.  ค่าทำหนังสือเดินทาง (passport)
3.  ค่าใช้จ่ายนอกจากที่ระบุในรายการ                        
4.  ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
        
สิ่งที่ต้องส่ง


1.   เงินมัดจำการเดินทางล่วงหน้า 2,000 บาท/ท่าน               
2.   หนังสือเดินทางก่อนหมดอายุ 6 เดือนในวันเดินทาง
3.   รูปถ่ายสีหรือขาวดำ 2 นิ้ว จำนวน 2 รูปที่ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน
(ในกรณีใช้สติ๊กเกอร์หรือกระดาษ ปริ๊นออก มา มีรูปหรือตัดจากภาพอื่นมา
การออกวีซ่าอาจ ไม่ได้รับการอนุมัติ)
4.   บัตรประจำตัวประชาชนติดตัวไปด้วยทุกครั้ง

การส่งเอกสารสามารถเดินทางมาที่สำนักงานหรือส่งEMSมายังที่อยู่ตามที่อยู่นี้
ปราโมทย์ แก้ววงษา 129 หมู่1 ต.ปากคลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ. สมุทรปราการ 10290

การจองทัวร์

โอนเงิน เงินมัดจำการเดินทางล่วงหน้า ท่านละ 2,000 บาท
มาที่ ชื่อบัญชี ปราโมทย์ แก้ววงษา ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ (ทั้ง 2 ธนาคาร)
- ธนาคารกรุงศรี สาขาสาทร เลขที่บัญชี 397-1-16470-7
- ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบางรัก เลขที่บัญชี 054-2-40389-5

มื่อโอนเงินจองแล้ว ให้ส่งใบโอนเงินมาที่ เมลล์ pramote2008@hotmail.com
หรือส่งแฟ๊กซ์สลิปใบโอนเงินมาที่ 02-8154022 หากไม่สะดวกทั้งสองวิธี
ให้โทรมาที่เบอร์ 0899-212-451
รายละเอียดสำคัญที่ควรระบุมาในอีเมลล์ หรือแฟ๊กซ์
ชื่อ-นามสกุล
เลขประชาชน
โทรศัพท์
     
เพื่อใช้ในการทำประกัน แจ้งเบอร์โทรศัพท์ ที่สามารถติดต่อกลับได้


  **ข้อแนะนำการส่งหนังสือเดินทาง ดำเนินการส่งเอกสารก่อนการเดินทาง15วัน
และชำระเงินทั้งหมดก่อนการเดินทาง15วันและขอความกรุณาส่งใบ สลิป โอนเงินพร้อมเบอร์โทรศัพท์
ที่สามารถติดต่อได้

เล็กน้อยก่อนการเดินทาง
• สิบสองปันนา เมืองสิบสองปันนา เป็นปกครองตนเอง อายุกว่า 800 ปี อยู่ในเขตมณฑลยูนหนาน
ประเทศจีน ซึ่งมีชาวไทลื้ออาศัยอยู่เป็นจำนวนมากและมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่คล้ายคลึง
กับประเทศไทย
1.ทัวร์สิบสองปันนา อาจลำบากในการสื่อสารเพราะเขาฟังภาษาไทยไม่ได้ ยกเว้นกับชาวไทลื้อ พอคุยกันได้บ้างครับ
2.การท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ท่านสามารถแต่งตัวแบบตามสบายได้เลย
3.ที่พัก โรงแรมระดับมาตรฐาน ห้องแอร์ ทีวี ตู้เย็น ครับ
4.อาหารการกิน ก็เป็นอาหารแบบกึ่งอาหารจีน รสชาดจืดสักหน่อย เตรียมน้ำพริกนรกจากเมืองไทยไปได้เลยครับ
5.เรื่องห้องน้ำ ระหว่างเส้นทาง จะหาห้องน้ำยากสักหน่อย ห้องน้ำส่วนใหญ่ไม่ดี เหมือนประเทศจีน
6.การใช้จ่ายและการช้อปปิ้ง แนะนำให้แลกเงินหยวนไปนะครับ เงินบาทและเงินดอลล่าร์ จะใช้ไม่ได้ครับ
7.ช่วงเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่อากาศกำลังสบายที่สุด ไม่หนาวมากครับ
8.สภาพเส้นทาง เส้นทางถนนลาดยาง นั่งรถจากเชียงของถึงสิบสองปันนานานสักหน่อย เส้นทางคดโค้งภูเขาครับ

• สถานฑูตจีนอาจปฏิเสธไม่รับทำวีซ่าให้พาสปอร์ตของท่าน ในกรณีดังนี้
1.ชื่อเป็นผู้ชาย แต่ส่งรูปถ่ายที่ดูเป็นหญิง เช่น ไว้ผมยาว หรือแต่งหน้าทาปาก
2.นำรูปถ่ายเก่า ที่ถ่ายไว้เกินกว่า 6 เดือนมาใช้ หรือนำรูปถ่ายที่มีวิวด้านหลัง ที่ถ่ายเล่น หรือรูปยืนเอียงข้าง
3.นำรูปถ่ายที่เป็นกระดาษถ่ายสติคเกอร์ หรือรูปที่พริ้นซ์จากคอมพิวเตอร์

 

กันเอง ทราเวล 129 หมู่1 ต.ปากคลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ. สมุทรปราการ 10290
รับทำทัวร์เป็นหมู่คณะ มีรถตู้ให้เช่า Tel/Fax 02-815-4022 , 0899-212-451 , 086-329-7251
Mail :Pramote2008@hotmail.com www.kanaeng.com ใบอนุญาต เลขที่ 11/05791